จัดสรรที่ดินไม่เกิน 9 แปลง และการพัฒนาหมู่บ้านจัดสรร

Loading

เคยคิดจะผันตัวเองมาเป็นเจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินหรือเปล่า? หรือกำลังมองหาที่ดินสวยๆ สักแปลงเพื่อสร้างบ้านในฝัน? ไม่ว่าจะบทบาทไหน สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนต้องรู้คือ “กฎหมายจัดสรรที่ดิน” ครับ มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยนะ แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวมากๆ ที่จะช่วยให้เราทำอะไรได้ถูกต้อง ไม่เสียเวลา ไม่เสียเงิน และที่สำคัญคือไม่โดนปรับหรือติดคุก! ลองคิดดูสิว่าถ้าเราอยากจะแบ่งที่ดินสัก 10 แปลงขึ้นไปเพื่อขาย หรือแม้แต่จะทำหมู่บ้านจัดสรรเล็กๆ แต่ไม่รู้กฎหมาย จะเกิดอะไรขึ้น? แน่นอนว่าต้องมีปัญหาตามมาแน่ๆ ทั้งเรื่องถนนหนทาง น้ำประปา ไฟฟ้า สาธารณูปโภคต่างๆ จะทำยังไงให้ครบถ้วนล่ะ? บทความนี้แหละจะพาคุณไปเจาะลึกเรื่องนี้แบบเข้าใจง่ายๆ เหมือนเพื่อนเล่าให้ฟังเลยล่ะ!


เลือกอ่าน หัวข้อที่สนใจ

กฎหมายจัดสรรที่ดินคืออะไร ทำไมต้องศึกษา?

บอกเลยว่าเรื่องการแบ่งขายที่ดินเนี่ย สมัยก่อนอาจจะดูง่ายๆ แค่แบ่งแปลงแล้วก็ขายกันไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้วนะ! พออสังหาริมทรัพย์มันบูมขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด การซื้อขายที่ดินมันก็ซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย รัฐบาลเขาเลยต้องออกกฎหมายมาควบคุม เพื่อให้ทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ และปกป้องประโยชน์ของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อไงครับ

กฎหมายที่ว่านี้ก็คือ “พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543” หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า “กฎหมายจัดสรรที่ดิน” นั่นแหละครับ หลักๆ เลยคือ ถ้าคุณอยากจะแบ่งที่ดินขายตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป ไม่ว่าจะจากที่ดินผืนเดียว หรือหลายผืนที่ติดกัน หรือแม้แต่แบ่งเพิ่มใน 3 ปี เพื่อให้รวมกันครบ 10 แปลงขึ้นไปเนี่ย คุณต้องขออนุญาตก่อนนะครับ ไม่ว่าจะเอาไปทำเป็นที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม หรือเกษตรกรรมก็ตาม ถ้าฝ่าฝืนล่ะก็ โดนโทษหนักเอาการนะ ทั้งจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 40,000 บาท ถึง 100,000 บาทเลยทีเดียว! น่ากลัวไหมล่ะ?

จัดสรรที่ดินไม่เกิน 9 แปลง และการพัฒนาหมู่บ้านจัดสรร

ทำความเข้าใจกฎหมายจัดสรรที่ดิน: หัวใจสำคัญของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ก่อนจะลงสนามจริง มาทำความรู้จักคำศัพท์พื้นฐานที่ใช้บ่อยๆ ในวงการจัดสรรที่ดินกันก่อนดีกว่าครับ จะได้ไม่งงเวลาเจอคำพวกนี้ในเอกสารหรือเวลาไปคุยกับเจ้าหน้าที่นะ

การจัดสรรที่ดินคืออะไรกันแน่?

ง่ายๆ เลยนะ “การจัดสรรที่ดิน” คือการแบ่งที่ดินแปลงใหญ่ๆ ให้เป็นแปลงย่อยๆ ตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป ไม่ว่าจะมาจากที่ดินผืนเดียว หรือหลายผืนที่ติดกันก็ได้หมด หรือบางทีเราอาจจะแบ่งขายไปแล้ว 5 แปลง แล้วอีก 2 ปี แบ่งเพิ่มอีก 5 แปลง รวมกันเป็น 10 แปลง อันนี้ก็นับเป็นการจัดสรรที่ดินเหมือนกันนะ เพราะกฎหมายเขาจะดูรวมภายใน 3 ปีครับ ไม่ว่าคุณจะเอาไปทำอะไร ไม่ว่าจะขายเพื่ออยู่อาศัย ทำการค้า ทำโรงงาน หรือแม้แต่ทำเกษตรกรรม ถ้าเข้าข่ายแบบนี้ก็ต้องขออนุญาตหมดครับ

สิทธิ์ในที่ดิน: ใครมีอำนาจในการจัดสรร?

คำว่า “สิทธิ์ในที่ดิน” หรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้นๆ หมายถึงสิทธิในการครอบครองที่ดินนั่นแหละครับ คนที่จะมาขออนุญาตจัดสรรที่ดินเนี่ย จะเป็นบุคคลธรรมดาอย่างเราๆ ก็ได้ หรือจะเป็นบริษัทห้างร้าน (นิติบุคคล) ก็ได้เหมือนกัน แต่ที่สำคัญคือต้องเป็นคนที่มีสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายจริงๆ นะครับ คือต้องมีหลักฐานอย่างโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่มีชื่อเราปรากฏอยู่ในเอกสารนั้นด้วยนะ ถ้าไม่มีชื่อตัวเองก็ทำไม่ได้นะครับ

รู้จัก “ผู้จัดสรรที่ดิน”: บทบาทสำคัญในการพัฒนา

“ผู้จัดสรรที่ดิน” ก็คือคนหรือนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินนั่นเองครับ ถ้าเราอยากจะแบ่งที่ดินเป็นแปลงย่อยตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป เราก็ต้องไปขอใบอนุญาตนี้ก่อนถึงจะเรียกว่าเป็นผู้จัดสรรที่ดินตัวจริงได้นะ รวมถึงคนที่รับโอนใบอนุญาตมาด้วยก็จัดว่าเป็นผู้จัดสรรที่ดินเหมือนกันครับ

ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร: คุณคือใครในสายตากฎหมาย?

ส่วน “ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร” ก็คือคนที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับผู้จัดสรรที่ดินนั่นแหละครับ เพื่อให้ได้ที่ดินแปลงนั้นมาครอบครอง หรือรวมถึงคนที่รับโอนสิทธิ์ในที่ดินต่อไปด้วยนะ แม้ว่ายังไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์กันอย่างสมบูรณ์ แค่ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันไว้ ก็นับว่าเป็นผู้ซื้อที่ดินจัดสรรแล้วครับ

ผู้รับโอนสิทธิในที่ดิน: ความแตกต่างที่ต้องใส่ใจ

อ้าว แล้ว “ผู้รับโอนสิทธิในที่ดิน” ต่างกับผู้ซื้อที่ดินจัดสรรยังไง? คือถ้าเป็นแค่สัญญาจะซื้อจะขายเฉยๆ เนี่ย ยังไม่นับว่าเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินโดยสมบูรณ์นะ เพราะผู้รับโอนสิทธิในที่ดินจะต้องมีการทำหนังสือและจดทะเบียนต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการครับ หรือพูดง่ายๆ คือ ชื่อของคุณต้องไปปรากฏอยู่ในทะเบียนของโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) นั่นแหละครับ ถึงจะเรียกว่าเป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย


ทำไมการจัดสรรที่ดินจึงสำคัญ: ความสำคัญที่เหนือกว่าแค่การซื้อขาย

อย่างที่บอกไปแล้วครับว่าสมัยนี้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มันเติบโตเร็วมาก ทั้งหมู่บ้านจัดสรร โครงการต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้การตรวจสอบการซื้อขายที่ดินมันยากขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลเขาก็เลยเล็งเห็นความสำคัญตรงนี้ เลยออกกฎหมายมาควบคุม เพื่อให้การซื้อขายที่ดินโปร่งใส เป็นธรรม และที่สำคัญคือ เพื่อให้มั่นใจว่าที่ดินที่ถูกจัดสรรไปแล้วนั้น จะมีสาธารณูปโภคพื้นฐานครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า ระบบระบายน้ำต่างๆ พูดง่ายๆ คือ เพื่อให้คนที่ซื้อไปอยู่มีคุณภาพชีวิตที่ดีไงครับ ถ้าไม่มีกฎหมายตรงนี้ เราอาจจะเจอโครงการที่ขายที่ดินไปแล้ว ทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่มีถนนเข้า ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ แล้วใครจะไปอยู่ได้ล่ะ จริงไหม?


เตรียมเอกสารให้พร้อม: เส้นทางสู่การเป็น “ผู้จัดสรรที่ดิน” ตัวจริง

ถ้าคุณคิดจะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้จัดสรรที่ดิน บอกเลยว่าการเตรียมเอกสารให้พร้อมเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ครับ เพราะจะช่วยให้กระบวนการขออนุญาตเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เสียเวลาโดยใช่เหตุ มาดูกันว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง

เอกสารสิทธิ์ในที่ดิน: หัวใจของการขออนุญาต

สิ่งแรกเลยที่คุณต้องมีคือ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) หรือโฉนดที่ดิน ครับ และที่สำคัญคือชื่อผู้ขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินจะต้องเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ในที่ดินนั้นจริงๆ นะครับ นอกจากนี้ ที่ดินจะต้องไม่มีภาระผูกพันใดๆ เว้นแต่จะเป็นภาระจำนองหรือบุริมสิทธิในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นครับ

เงื่อนไขพิเศษ: บุริมสิทธิและการจำนองที่ต้องจัดการ

ถ้าที่ดินของคุณติดบุริมสิทธิในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือมีการจำนองอยู่ล่ะก็ คุณจะต้องมีหลักฐานเป็นบันทึกการยินยอมให้จัดสรรที่ดินจากผู้ทรงบุริมสิทธิหรือผู้รับจำนองนะครับ พร้อมกับระบุจำนวนเงินที่ผู้ทรงบุริมสิทธิหรือผู้รับจำนองจะได้รับจากการชำระจากที่ดินแปลงย่อยแต่ละแปลงด้วย แต่ถ้าที่ดินนั้นถูกกำหนดให้เป็นที่ดินสาธารณูปโภคหรือใช้เพื่อบริการสาธารณะ อันนี้ก็ไม่ต้องรับภาระหนี้บุริมสิทธิหรือจำนองนะครับ ถือเป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจเลยทีเดียว

แผนผังและรายละเอียดโครงการ: วาดฝันให้เห็นภาพ

สิ่งสำคัญถัดมาคือ แผนผังที่ดิน ครับ ที่ต้องแสดงจำนวนที่ดินและขนาดของที่ดินโดยประมาณอย่างชัดเจน สำหรับโครงการที่จะมีการปรับปรุงที่ดิน หรือจัดสร้างสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะต่างๆ คุณต้องแสดง แผนผังและรายละเอียดงานก่อสร้าง ให้ครบถ้วนด้วยนะ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณคร่าวๆ ที่คาดว่าจะใช้ และกำหนดเวลาที่จะแล้วเสร็จ ตรงนี้สำคัญมาก เพราะคณะกรรมการเขาจะดูว่าแผนของคุณเป็นไปได้จริงแค่ไหน

งบประมาณและแผนบำรุงรักษา: การวางแผนที่มองการณ์ไกล

นอกจากแผนผังแล้ว คุณต้องมี โครงการแผนงานและระยะเวลาที่ใช้ในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค ด้วยนะครับ เช่น ถนนหนทาง ระบบระบายน้ำ จะดูแลยังไง บำรุงรักษานานแค่ไหน รวมถึง วิธีในการขายที่ดินจัดสรรแปลงนั้น และ วิธีการชำระราคาที่ดิน ด้วยครับ ต้องแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

ภาระผูกพันอื่นๆ และช่องทางการขาย: ความโปร่งใสคือกุญแจ

สุดท้าย คุณต้องแจ้ง ภาระผูกพันที่มีบุคคลภายนอกอื่นๆ ได้เสียในการขอจัดสรรที่ดิน ด้วยนะ รวมถึง หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน ที่อยู่สำนักงานของผู้ขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน และชื่อสถาบันการเงินหรือธนาคารที่คณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางกำหนด โดยเป็นผู้ค้ำประกันการจัดสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะหรือการปรับปรุงที่ดิน และการบำรุงรักษาด้วยครับ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความมั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างโปร่งใส และปกป้องประโยชน์ของทุกฝ่ายครับ


ขั้นตอนการขออนุญาต: รู้ไว้ไม่เสียเวลา

ทีนี้มาดูกันเรื่องขั้นตอนและระยะเวลาการพิจารณาครับ หลังจากที่คุณยื่นเอกสารครบถ้วนแล้ว คณะกรรมการจะใช้เวลาพิจารณาแผนผังโครงการและวิธีจัดสรรที่ดินให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือจังหวัดสาขาได้รับคำขอนะครับ ถ้าไม่มีเหตุผลสมควรที่ทำให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายใน 45 วันนี้ ก็จะถือว่าคณะกรรมการให้ความเห็นชอบแล้วโดยปริยาย! เจ๋งไหมล่ะ?

แต่ถ้าเกิดคณะกรรมการไม่เห็นชอบหรือไม่ให้จัดสรรที่ดิน คุณก็ยังมีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกลางการจัดสรรที่ดินได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่คุณรับทราบการตัดสินใจนะครับ และเมื่อได้รับการเห็นชอบแล้ว ไม่ว่าจะจากคณะกรรมการชุดแรก หรือจากคณะกรรมการกลางหลังจากอุทธรณ์ คณะกรรมการจะต้องออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินให้คุณภายใน 7 วันครับ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ถ้าที่ดินของคุณมีบุริมสิทธิในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือมีการจำนองติดอยู่ แล้วคุณได้ออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินแปลงย่อยแล้ว เจ้าพนักงานจะต้องจดแจ้งบุริมสิทธิหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินแปลงย่อยแต่ละแปลงให้ครบทุกฉบับ พร้อมกับระบุจำนวนเงินที่ผู้ทรงบุริมสิทธิ หรือผู้รับจำนองจะได้รับจากการชำระหนี้ที่ดินแปลงย่อยแต่ละแปลงบนสารบัญสำหรับจดทะเบียนด้วยครับ และที่ดินแต่ละแปลงก็จะถือเป็นประกันหนี้บุริมสิทธิหรือหนี้จำนองตามจำนวนเงินที่ระบุไว้นั่นเอง


อัตราค่าธรรมเนียม: ค่าใช้จ่ายที่ต้องรู้ก่อนยื่นขออนุญาต

เรื่องค่าใช้จ่ายก็สำคัญไม่แพ้กันนะครับ ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2544 ได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินไว้ดังนี้ครับ

  • ใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม: ไร่ละ 100 บาท (เศษของไร่คิดเป็นหนึ่งไร่)
  • ใบอนุญาตจัดสรรที่ดินประเภทอื่นๆ: ไร่ละ 250 บาท (เศษของไร่คิดเป็นหนึ่งไร่)
  • การโอนใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน: รายละ 3,000 บาท

หลักเกณฑ์การจัดสรรที่ดิน: แบ่งประเภทตามขนาดและจำนวนแปลง

รู้ไหมว่าการจัดสรรที่ดินเขามีเกณฑ์ในการแบ่งขนาดโครงการด้วยนะ โดยเฉพาะโครงการจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัยและการพาณิชย์เนี่ย เขาจะแบ่งออกเป็น 3 ขนาดหลักๆ ครับ

  • ขนาดเล็ก: มีพื้นที่ไม่เกิน 19 ไร่ และจำนวนแปลงย่อยไม่เกิน 99 แปลง
  • ขนาดกลาง: มีพื้นที่ 19-100 ไร่ และจำนวนแปลงย่อย 100-499 แปลง
  • ขนาดใหญ่: มีพื้นที่เกิน 100 ไร่ และจำนวนแปลงย่อยตั้งแต่ 500 แปลงขึ้นไป

นอกจากขนาดเหล่านี้แล้ว การแบ่งที่ดินยังต้องเป็นไปตามขนาดมาตรฐานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดด้วยนะครับ และสำหรับโครงการพิเศษอย่าง “โครงการจัดสรรจิ๋ว” หรือโครงการจัดสรรที่ดินขนาดเล็กมากๆ ก็ต้องมีขนาดโครงการไม่เกินที่กฎหมายกำหนดเช่นกันครับ


เปลี่ยนใจอยากยกเลิกจัดสรรที่ดิน? ทำได้ยังไงนะ

บางทีคนเราก็เปลี่ยนใจกันได้ใช่ไหมล่ะ? ถ้าคุณจัดสรรที่ดินไปแล้ว แต่เกิดเปลี่ยนใจไม่อยากทำต่อแล้ว ก็สามารถยกเลิกได้นะครับ ขั้นตอนก็คือ คุณต้องยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือจังหวัดสาขาที่ที่ดินแปลงนั้นตั้งอยู่ครับ จากนั้นเจ้าพนักงานเขาจะทำการปิดประกาศคำขอยกเลิกที่เปิดเผยในสำนักงานที่ดินจังหวัด หรือสำนักงานที่ดินสาขา สำนักงานของผู้จัดสรรที่ดิน บริเวณที่ดินที่ทำการจัดสรร ที่ว่าการอำเภอ และที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นเวลา 60 วันเลยนะครับ

หลังจากนั้น ผู้จัดสรรที่ดินจะต้องประกาศในหนังสือพิมพ์ที่เผยแพร่ทั่วบริเวณนั้นเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 7 วัน และต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกคนทราบด้วยนะครับ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนได้รับทราบการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างทั่วถึง


ข้อควรระวัง: อย่าพลาด! ก่อนซื้อบ้านในโครงการที่ยังไม่จัดสรร

ในฐานะผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะบ้านในโครงการหมู่บ้านจัดสรร สิ่งหนึ่งที่คุณต้องระวังเป็นพิเศษเลยคือเรื่องการจัดสรรที่ดินนี่แหละครับ สำคัญมากๆ เลยนะ ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรตรวจสอบให้ดีว่าผู้ประกอบการโครงการนั้นๆ มีการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดินอย่างถูกต้องแล้วหรือยัง เพราะบางทีบริษัทอาจจะเปิดขายอสังหาริมทรัพย์ไปพร้อมๆ กับการดำเนินการขอใบอนุญาต ซึ่งถ้าเราไม่ตรวจสอบให้ดีพอ อาจจะเจอเข้ากับปัญหาตามมาทีหลังได้ครับ

แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้ระบุชัดเจนว่าต้องได้รับใบอนุญาตก่อนถึงจะจำหน่ายได้ ทำให้การจองอสังหาริมทรัพย์ในโครงการที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจัดสรรนั้นไม่ได้ผิดกฎหมายโดยตรง แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา คุณอาจจะเสียทั้งเงินและเวลาไปกับการแก้ไขปัญหามากมายเลยล่ะครับ เพราะฉะนั้น การศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ “ความรู้คือพลัง” จริงๆ นะเรื่องนี้


การจัดการที่ดิน 10 ไร่เศษ: จุดเริ่มต้นของโครงการจัดสรรเพื่อการอยู่อาศัย

การจัดสรรที่ดินคือการแบ่งขายที่ดินแปลงหนึ่งให้กลายเป็นแปลงย่อยๆ ตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป โดยต้องขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน เพื่ออำนวยความสะดวกและคุ้มครองผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดสรรที่ดิน ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร หรือผู้รับโอนสิทธิในที่ดิน ซึ่งเมื่อพูดถึงการทำที่ดินจัดสรรหรือหมู่บ้านจัดสรรขายเนี่ย มันมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายเยอะแยะไปหมดที่เราต้องพิจารณานะครับ

ประเภทของการทำหมู่บ้านจัดสรร: ทางเลือกที่แตกต่างกัน

รู้ไหมว่าการทำหมู่บ้านจัดสรรเนี่ย มันแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ เลยนะ:

  1. การแบ่งโฉนดไม่เกิน 9 แปลง: อันนี้สบายๆ เลยครับ ไม่ต้องเข้ากระบวนการจัดสรรเลย! เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่มีที่ดินไม่ใหญ่มาก และอยากจะแบ่งขายแบบไม่ยุ่งยาก
  2. การจัดสรรขนาดเล็ก: คือโครงการที่มีจำนวนแปลงย่อยไม่เกิน 40 แปลงครับ ประเภทนี้จะมีข้อกำหนดเพิ่มเติมเข้ามาเยอะหน่อยนะ เช่น ต้องมีป้ายโครงการ เขตทางสาธารณะ จุดทิ้งขยะ รางระบายน้ำ ซึ่งขั้นตอนก็จะยุ่งยากกว่าการแบ่งแค่ 9 แปลงพอสมควรเลยครับ
  3. การจัดสรรขนาดใหญ่: อันนี้ก็คือโครงการที่มีจำนวนแปลงย่อยเกิน 40 แปลงขึ้นไปครับ ซึ่งแน่นอนว่าข้อกำหนดและขั้นตอนต่างๆ ก็จะซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้นนึง

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ นะครับ สมมติว่าเรามีที่ดิน 10 ไร่เศษอยู่ในเขาใหญ่ ซึ่งเป็นทำเลที่คนชอบมาพักผ่อน หรือหาบ้านพักตากอากาศ เป้าหมายของเราคืออยากจะทำโครงการที่ไม่ใหญ่มากนัก อาจจะขายให้กับเพื่อนหรือคนรู้จัก หรือกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงที่มองหาบ้านพักตากอากาศหรือบ้านพักผ่อนวันหยุด กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้มักจะมองหาที่ดินขนาดประมาณ 150-300 ตารางวาครับ สิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขาเลยคือโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ เช่น ถนนที่ได้มาตรฐาน ท่อระบายน้ำ เสาไฟฟ้า และการเข้าถึงโครงการที่ง่ายสะดวกสบาย


กลยุทธ์การตลาดและการขาย: สร้างมูลค่าให้ที่ดินเขาใหญ่

การวางแผนการตลาดและการขายสำหรับโครงการที่ดินแปลงเล็ก โดยเฉพาะในทำเลทองอย่างเขาใหญ่เนี่ย ต้องใส่ใจรายละเอียดมากๆ ครับ เราจะมาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่เราต้องพิจารณา เพื่อให้ที่ดินของเรามีมูลค่าสูงสุดและดึงดูดลูกค้าเป้าหมายได้

การคัดเลือกตำแหน่งที่ดิน: แหล่งความรู้เพื่อขายที่ดินอย่างมีคุณภาพ

พอเรามีที่ดิน 10 ไร่เนี่ย เราต้องมาประเมินก่อนเลยว่าส่วนไหนของที่ดินควรจะเอาไปทำประโยชน์แบบไหน เพราะแต่ละโซนมันมีศักยภาพไม่เท่ากันนะ โดยทั่วไปแล้ว:

  • โซนที่ติดถนน: แน่นอนว่าราคาสูงกว่าโซนที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในอยู่แล้วครับ เพราะเดินทางสะดวก เข้าออกง่าย
  • โซนที่มองเห็นวิวชัดและสวย: วิวดีๆ นี่แหละตัวเพิ่มราคาเลยครับ ใครๆ ก็อยากมีบ้านที่มองเห็นทิวทัศน์สวยๆ จริงไหม?
  • โซนที่เงียบสงบ: ถ้าลูกค้าเป็นกลุ่มที่ต้องการบ้านพักตากอากาศ หรือบ้านพักผ่อนวันหยุด โซนที่เงียบสงบ หลีกหนีความวุ่นวายได้นี่แหละ คือสิ่งที่เขามองหาเลยครับ

ในกรณีศึกษาที่ดิน 10 ไร่ในเขาใหญ่ ที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเนี่ย ด้านที่ขนานกับถนนถือเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดของโครงการเลยครับ ส่วนพื้นที่ที่อยู่ลึกที่สุดของโครงการจะมีความสงบเป็นพิเศษ และมีวิวที่สวยงามมาก เพราะมันอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและเป็นเนินเขาที่สวยงามเลยทีเดียว

การแบ่งแปลงที่ดิน: ศิลปะในการสร้างมูลค่า

หลังจากที่เราให้คะแนนศักยภาพของพื้นที่ต่างๆ แล้วเนี่ย ก็ถึงเวลามาแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงย่อยๆ ครับ เป้าหมายของเราคือไม่เกิน 9 แปลงนะ เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเข้ากระบวนการจัดสรรให้ยุ่งยาก การแบ่งแปลงจะเน้นให้ลูกค้าได้วิวที่ดีที่สุด และอยู่ในมุมที่สงบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครับ นอกจากนี้ เรายังควรจะเก็บพื้นที่ด้านหน้าโครงการไว้สำหรับจัดสวนและภูมิทัศน์สวยๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าตั้งแต่แรกเห็นเลยนะ

การแบ่งแปลงเนี่ยเราสามารถทำได้ 2 แบบนะ คือ แบ่งเป็นแปลงขนาดใหญ่ไปเลย หรือจะแบ่งเป็นแปลงขนาดเล็กก็ได้ เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกไงครับ ถ้าลูกค้ามีกำลังซื้อสูงและอยากได้พื้นที่กว้างๆ ก็สามารถซื้อ 2 แปลงติดกันได้เลย แต่ถ้ามีกำลังทรัพย์จำกัด ก็สามารถซื้อแปลงเล็กๆ ที่เหมาะกับงบประมาณได้ แบบนี้ลูกค้าก็จะตัดสินใจง่ายขึ้นนะ

แปลงของเจ้าของโครงการ: จุดยุทธศาสตร์เพื่อธุรกิจ

เมื่อแบ่งที่ดินออกเป็น 9 แปลงเรียบร้อยแล้วเนี่ย เราควรจะพิจารณาว่าแปลงไหนเหมาะที่จะเป็นแปลงของเจ้าของโครงการมากที่สุดครับ แปลงนี้อาจจะใช้เป็นบ้านพักส่วนตัวของเรา เป็นคลับเฮาส์เล็กๆ หรือเป็นพื้นที่สำหรับติดต่อเจรจาซื้อขายที่ดินก็ได้นะ ผมแนะนำว่าควรเป็นแปลงที่มองเห็นได้ชัดเจนจากมุมถนน และมีพื้นที่ด้านหน้าที่ไม่แออัดมากนักครับ เพราะเราสามารถจัดสวนให้มีความร่มรื่นสวยงามได้ง่ายขึ้นไงครับ ถือเป็นหน้าตาของโครงการเลยนะ

รูปแบบการขายที่ดิน: ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

สุดท้าย การขายเนี่ยเราก็สามารถทำได้หลายรูปแบบเลยนะ ไม่ใช่แค่ขายที่ดินอย่างเดียว บางทีเราอาจจะเพิ่มโซลูชันอื่นๆ เข้าไปด้วย เช่น การสร้างบ้านพร้อมที่ดิน แบบนี้ลูกค้าก็จะตัดสินใจง่ายขึ้นไปอีก เพราะได้ทั้งที่ดินและบ้านในฝันไปพร้อมๆ กันเลย หรืออาจจะเสนอทางเลือกให้ลูกค้าเลือกแบบบ้านเองได้ แบบนี้ก็จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้นครับ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการของเราได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ


บทสรุป

เป็นยังไงกันบ้างครับกับเรื่อง “การจัดสรรที่ดิน” ที่ผมเล่าให้ฟัง หวังว่าคงจะพอเห็นภาพและเข้าใจมากขึ้นนะครับว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มือใหม่ หรือแค่คนธรรมดาที่อยากจะซื้อจะขายที่ดิน การมีความรู้เรื่องกฎหมายจัดสรรที่ดินไว้บ้างก็ถือเป็นเรื่องดีมากๆ ครับ เพราะมันจะช่วยให้เราทำอะไรได้ถูกต้อง ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องปัญหาที่อาจจะตามมาทีหลัง แถมยังช่วยให้การทำธุรกิจของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืนด้วยครับ อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้นะครับ เพราะมันอาจจะส่งผลใหญ่หลวงต่ออนาคตของคุณได้เลยล่ะ!


คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. การแบ่งขายที่ดิน 9 แปลง ไม่ต้องขออนุญาตจัดสรรที่ดินจริงหรือ?
    • คำตอบ: ใช่ครับ ตามกฎหมายปัจจุบัน การแบ่งขายที่ดินเป็นแปลงย่อยรวมกันไม่เกิน 9 แปลง ไม่ว่าจะจากที่ดินผืนเดียวหรือหลายผืนที่ติดต่อกัน ก็ไม่ต้องยื่นขออนุญาตจัดสรรที่ดินตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ครับ
  2. ถ้าต้องการแบ่งขายที่ดินตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป แต่ไม่ขออนุญาตจัดสรรที่ดิน จะมีโทษอย่างไร?
    • คำตอบ: หากมีการแบ่งขายที่ดินตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดิน จะมีโทษทางอาญา คือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 40,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับครับ
  3. การจัดสรรที่ดินมีประโยชน์อย่างไรต่อผู้ซื้อ?
    • คำตอบ: การจัดสรรที่ดินทำให้ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าที่ดินที่ซื้อไปนั้นจะมีการจัดสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นครบถ้วน เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา ระบบระบายน้ำ รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางตามที่ระบุในโครงการ ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายในการอยู่อาศัยครับ
  4. ใช้เวลานานแค่ไหนในการขอใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน?
    • คำตอบ: การพิจารณาแผนผังโครงการและวิธีจัดสรรที่ดินโดยคณะกรรมการจะใช้เวลาประมาณ 45 วัน นับจากวันที่เจ้าพนักงานที่ดินได้รับคำขอ และเมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว คณะกรรมการจะออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินให้ภายใน 7 วันครับ
  5. กรณีที่เราซื้อบ้านในโครงการจัดสรร แต่โครงการยังไม่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน เราจะเสี่ยงอะไรบ้าง?
    • คำตอบ: แม้การจองจะยังไม่ผิดกฎหมายโดยตรง แต่คุณอาจเผชิญความเสี่ยงที่โครงการไม่มีการจัดสร้างสาธารณูปโภคตามที่ตกลงไว้ หรือมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิ์ในอนาคตได้ครับ ควรตรวจสอบสถานะการขออนุญาตจัดสรรของโครงการให้ดีก่อนตัดสินใจทำสัญญาครับ

ขอบคุณที่มา

รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดิน ทำอย่างไรให้ถูกหลักเกณฑ์ – ธนาคารกสิกรไทย


ทำไมต้องใช้บริการที่ปรึกษาเรื่องที่ดินกับเรา?

คุณพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนที่ดินเปล่าให้กลายเป็นขุมทรัพย์ ปิดหนี้สินที่มีอยู่ให้หมดไป และสร้างกำไรมหาศาลให้กับชีวิต? อย่ารอช้าให้โอกาสทองหลุดลอยไป! การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดสรรที่ดินแบ่งขาย คือทางออกที่พิสูจน์แล้วว่าสร้างความมั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน

ด้วยระบบ ครูโย ที่ปรึกษา ที่พร้อม “คิดแทน – ทำแทน – ขายแทน” ให้คุณตั้งแต่ต้นจนจบ คุณจะมั่นใจได้เลยว่าทุกขั้นตอนจะเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าคุณจะมีที่ดินอยู่แล้ว หรือกำลังมองหาที่ดินเพื่อเริ่มต้น เราพร้อมเป็นที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้ของคุณที่จะช่วย:

  • ประหยัดเวลาและลดความยุ่งยาก: เราจัดการทุกขั้นตอนให้คุณ ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ การขออนุญาตจัดสรร ไปจนถึงการทำการตลาดและการขาย
  • เพิ่มโอกาสในการสร้างกำไรสูงสุด: ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เราช่วยวางแผนโครงการให้เหมาะสมกับศักยภาพของที่ดินและตลาด เพื่อผลตอบแทนที่ดีที่สุด
  • ลดความเสี่ยงจากการลงทุน: เรามีความรู้เรื่อง กฎหมายจัดสรรที่ดิน และข้อกำหนดต่างๆ เป็นอย่างดี ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าการลงทุนของคุณจะถูกต้องตามกฎหมายและปลอดภัย
  • ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: ครูโยและทีมงานพร้อมให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดในทุกประเด็นที่คุณสงสัย ทำให้คุณเข้าใจกระบวนการทั้งหมดได้อย่างชัดเจน

อย่าปล่อยให้ความฝันของการมีอิสรภาพทางการเงินเป็นแค่ความฝัน! ติดต่อเราวันนี้ เพื่อเริ่มต้นก้าวแรกสู่ความสำเร็จของคุณ


ช่องทางติดต่อ ครูโย ที่ปรึกษา โครงการที่ดินแบ่งขาย

Scroll Up
Close